Category Archives: Lifestyle

5 โฆษณาไทยเด่น ๆ ในรอบปี 2015 ที่ผ่านมา

1. ลูกชายคนกวาดขยะ Garbage Man ของบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
โฆษณานำเสนอในรูปแบบของคุณค่าของชีวิต – ได้มุ่งเน้นในความสัมพันธ์ระหว่างเด็กนักเรียนคนหนึ่งชื่อ “พรชัย” ที่ได้คิดค้นซุปเปอร์ฮีโร่ของเขา “ยอดมนุษย์ขยะ” …ขอเพียงมีมุมมองเชิงบวก เราจะเห็นแง่มุมงดงามของชีวิต และพลังของเรื่องราวดีๆ นี้เอง ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ชีวิตทุกๆ วันของเราก้าวต่อไปอย่างมีความสุข เพราะเรื่องดีๆ เกิดขึ้นได้ทุกวัน เราไปชมกันเลยครับ

2. พลัง…ชนะได้ทุกสิ่ง ของเทสโก้ โลตัส
เป็นเรื่องของคนขับรถแท็กซี่ที่มีความลับและยอมทำทุกอย่างเพื่ออนาคตของลูก …พลังของคนๆนี้ ไม่มีอะไรเอาชนะได้ เราเชื่อในพลังของผู้หญิง ไปชมกันเลยครับ

3. ใจ…ที่สุดแห่งการสื่อสาร ของทรูมูฟ เอช
เรื่องราวในภาพยนต์สะท้อนแนวคิดถึงการให้ใ­นขั้นสูงสุด นั่นก็คือการให้ “ใจ” เพียงแค่ใจนั้นมีเจตนาที่จะให้ และให้…โดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ต้องมีแม้คำพูด ถึงเราจะต่างชาติ ต่างภาษา ต่างสังคม ต่างความคิด ต่างวัฒนธรรม มีเพียง “ใจ” เท่านั้นที่จะสื่อสารและเชื่อมต่อเรากันได­้ เพราะ ใจ…คือที่สุดของการสื่อสาร พบกับความหมายที่แท้จริงของการให้ได้ที่ การให้ คือ การสื่อสารที่ดีที่สุด

4. ทุกคำมีความหมาย ของซีพีฟู้ดส์

5. ความจริงที่ไม่เห็นด้วยตา โดย กล้องวงจรปิด Vizer (vizer cctv)

10 ข่าวดังวิทยาศาสตร์ ปี 2558

 

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกาศผลการจัดอันดับ 10 ข่าวดังด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ประจำปี 2558 จากการสำรวจของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมสำรวจและจัดอันดับทั้งในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล ต่างจังหวัด ผ่านทางระบบออนไลน์ และแบบสอบถาม นำไปสู่การสรุปผลสำรวจและจัดอันดับโหวตมากที่สุด 10 อันดับ

ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผอ.สวทช. กล่าวว่า จากผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงให้ความสนใจกับข่าวใกล้ตัวที่มีผลกระทบต่อชีวิตตนเองและชุมชนใกล้เคียง ผลสำรวจเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาชนสนใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อมูลข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น ดังนี้

1.อุกกาบาต…ลูกไฟปริศนา

เกิดเมื่อเช้าวันที่ 7 ก.ย.2558 ปรากฏภาพลูกไฟพวยพุ่งจากท้องฟ้าสว่างวาบ โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติให้ข้อมูลว่าเป็นอุกกาบาต เส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5 ม. น้ำหนัก 66 ตัน ความเร็วมากกว่า 75,600 ก.ม.ต่อช.ม. มีค่าเทียบเท่าการระเบิดของทีเอ็นที 3.9 กิโลตัน ต่อมาคืนวันที่ 2 พ.ย. พบลูกไฟสว่างวาบสีเขียวตกลงมาจากฟ้าอีกครั้ง เบื้องต้นสถาบันวิจัยดาราศาสตร์คาดว่าจะเป็นลูกไฟที่เกิดจากวัตถุขนาดเล็กผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วสูงมาก เสียดสีบรรยากาศจนเกิดการลุกไหม้ เห็นเป็นลูกไฟสว่างและมีควันขาวเป็นทางยาว ได้รับรายงานว่ามองเห็นได้ในหลายพื้นที่ อาทิ กทม. ภาคกลาง ภาคเหนือ อีสาน

2.มหันตภัยไวรัสเมอร์ส

โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางหรือเมอร์ส เกิดเมื่อต้นปี 2558 แพร่ระบาดไป 26 ประเทศ มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนและมีการแพร่ระบาดรุนแรงในเกาหลีใต้ และวันที่ 18 มิ.ย. พบผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากตะวันออกกลางติดเชื้อไวรัสเมอร์สรายแรกในไทย

3.จันทรุปราคาเต็มดวงสีแดง

เกิดขึ้นในคืนวันที่ 4 เม.ย. มองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงเป็นสีแดงอิฐ เนื่องจากได้รับแสงสีแดงซึ่งเป็นคลื่นที่ยาวที่สุด หักเหผ่านบรรยากาศโลกไปกระทบดวงจันทร์ ความยาว 5 นาที ตั้งแต่เวลา 18.57-19.02 น. ช่างภาพและประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างให้ความสนใจเก็บภาพกันอย่างคึกคัก

4.พระจันทร์?ยิ้ม?อีกครั้ง

ค่ำคืนวันที่ 19-21 มิ.ย. 2558 เกิดปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน หรือพระจันทร์ยิ้มครั้งที่ 2 แต่อันที่จริงคือ เกือบยิ้ม โดยรูปปากคือดวงจันทร์เสี้ยวที่เป็นข้างขึ้นอ่อนๆ มีตาสองข้างเป็นดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดี

5.ภาพถ่ายดาวเทียมดินไหวเนปาล

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISDA-จิสดา) ใช้ดาวเทียมไทยโชตบันทึกภาพบริเวณพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาล เพื่อดูสภาพการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ก่อนและหลังเกิดเหตุ โดยบันทึกภาพเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2558 เวลา 12.10 น. เปรียบกับข้อมูลก่อนเกิดเหตุเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2557 และได้ส่งแผนที่ให้องค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็นในฐานะตัวแทนประเทศไทย เพื่อเป็นข้อมูลให้กับประเทศที่เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ

6.ไขปมไฟลุกในบ้านที่พัทลุง

จากเหตุการณ์ไฟลุกไหม้สิ่งของเครื่องใช้นับร้อยครั้งที่บ้านหลังหนึ่งในจังหวัดพัทลุง แต่กลับไม่สามารถหาสาเหตุได้ หลายฝ่ายคาดว่าน่าจะเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ หลายหน่วยงานลงพื้นที่หาต้นเหตุ บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันว่าเหตุดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ และเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งของจะลุกไหม้หรือติดไฟได้เอง

ภายหลังได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในบ้าน จึงพบว่าเป็นฝีมือมนุษย์ โดยได้พบภาพหญิงสาวนั่งอยู่คล้ายกำลังจุดไฟ จากนั้นจึงเรียกเด็กที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมาชี้จุดเกิดเหตุ เพื่อเรียกให้คนในบ้านช่วยดับไฟ คนในสังคมจึงคลายความสงสัย

7.เมือกหอยทากไทยสู่ธุรกิจความงาม

นักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ค้นพบนวัตกรรมด้านเครื่องสำอางและธุรกิจความงาม จากเมือกหอยทากไทยชื่อ หอยนวล มีสารนานาชนิดที่มีประโยชน์มากมาย เหมาะต่อการซ่อมแซมและบำรุงผิวพรรณ จึงจัดได้ว่าเป็นเมือกที่มีคุณภาพ สามารถนำมาต่อยอดหรือพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมทางด้านเครื่องสำอางและธุรกิจความงาม

8.เดินทาง 9 ปีพิชิตดาวพลูโต

ยานสำรวจอวกาศ นิวออไรซันส์ ยานสำรวจดาวพลูโตขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือนาซ่าใช้เวลาถึง 9 ปี เดินทางไปถึงดาวพลูโตได้สำเร็จ ซึ่งอยู่ห่างจากโลกมากถึง 4,800 ล้านก.ม. ยานส่งไปในอวกาศเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2549

นับเป็นครั้งแรกที่เห็นพื้นผิวพลูโต ลักษณะผิวเรียบ มีหลุมน้อย ผิวได้เคลือบด้วยน้ำแข็งที่มีส่วนประกอบจากมีเทนและไนโตรเจน ต่างจากที่คาดไว้เดิมว่าเป็นน้ำแข็ง เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต ดังนั้นจะต้องมีการปรับปรุงตำราเรียนให้ทันสมัย

9.รอยน้ำไหลบนดาวอังคาร

ในวันที่ 28 ก.ย. นาซ่าได้ประกาศการค้นพบร่องรอยการไหลของน้ำบนดาวอังคาร ถือว่าเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของวงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์โลก โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าร่องรอยสีดำที่เกิดขึ้นเป็นพวกแร่ธาตุและผลึกเกลือที่ละลายอยู่กับน้ำ นับเป็นองค์ความรู้ใหม่ เพราะพบน้ำแล้วจะนำไปสู่การค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารตามมา

10.ซูเปอร์มูน+จันทรุปราคา

ค่ำวันที่ 28 ก.ย. ปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวง ซูเปอร์มูน โคจรใกล้โลกที่สุดในรอบปีที่ระยะห่าง 356,896 ก.ม. ทำให้ชาวโลกเห็นดวงจันทร์สว่างและมีขนาดใหญ่กว่าปกติประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ที่พลาดชมซูเปอร์มูนในปีนี้จะต้องรอไปจนถึงปีพ.ศ.2576 จึงจะเกิดซูเปอร์มูนอีกครั้ง

นอกจากนี้ช่วงเช้าวันเดียวกันเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงเห็นได้ชัดในแถบอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ มหาสมุทรแอตแลนติก ด้านเอเชียตะวันตก แต่ประเทศไทยมองไม่เห็นเพราะตรงกับเวลากลางวัน

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 29 ธันวาคม 2558

มองประวัติศาสตร์ระบบการศึกษาฟิลิปปินส์ : อดีตถึงปัจจุบัน

…….กว่า 3 ศตวรรษที่ประเทศฟิลิปปินส์ต้องอยู่ภายใต้การปกครองโดยจักรวรรดิสเปน (ค.ศ. 1571-1898) และเกือบ 5 ทศวรรษภายใต้สหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1898-1940) มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิรูประบบการศึกษาที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ภายใต้การปกครองของสเปนและสหรัฐที่มีนโยบายการศึกษาที่แตกต่างกัน

 …….ถึงแม้ว่าสเปนและสหรัฐ ไม่ได้เข้ามามีบทบาทในระบบการศึกษาในประเทศฟิลิปปินส์แล้ว แต่นโยบายการศึกษาของสเปนและสหรัฐ เป็นมรดกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในฟิลิปปินส์จนถึงปัจจุบัน

 …….ในบทความชิ้นนี้ ผมจึงขออธิบายถึงนโยบายการศึกษาในประเทศฟิลิปปินส์ ตั้งแต่อดีตในสมัยที่ฟิลิปปินส์เป็นประเทศอาณานิคมของสเปนและสหรัฐ จนถึงปัจจุบันที่ฟิลิปปินส์สามารถดำเนินนโยบายการศึกษาได้อย่างเสรีว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด

555

นโยบายทางการศึกษาในยุคที่เป็นอาณานิคมของสเปน

……. หลังจากที่ฟิลิปปินส์ตกเป็นอาณานิคมของสเปนอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1571 ระบบการศึกษาในฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลจากนโยบายของจักรวรรดิสเปน สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญในการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาในสมัยนั้น คือ ระบบการศึกษาแบบคาทอลิก โดยศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกมีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาระบบการศึกษาทั้งในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยภายในฟิลิปปินส์ เพราะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของสเปนในการเผยแผ่คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกในฟิลิปปินส์

……. ปัจจัยที่ส่งผลให้ศาสนจักรโรมันคาทอลิกประสบความสำเร็จในการปฏิรูประบบการศึกษาในประเทศฟิลิปปินส์คือ ปัจจัยด้านการถือครองที่ดิน เหตุเพราะศาสนาโรมันคาทอลิกถือครองที่ดินเป็นจำนวนมากภายในฟิลิปปินส์ ซึ่งส่งผลให้นักบวชนิกายโรมันคาทอลิกมีอิทธิพลและมีอำนาจมากในการปฏิรูประบบการศึกษา และประสบความสำเร็จในการเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกภายในฟิลิปปินส์

 …….ทั้งนี้ ระบบการศึกษาในประเทศฟิลิปปินส์ได้ถูกเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในปี ค.ศ.1863 ผ่านกฎหมายการศึกษา (Educational Decree) ที่เน้นให้ระบบการศึกษาภายในประเทศมีความเป็นระบบ มีหลักสูตรที่มีมาตรฐาน และก่อตั้งโรงเรียนเพิ่มมากยิ่งขึ้นเพื่อรองรับประชาชนทั่วไปภายในประเทศ อย่างไรก็ดี ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบการศึกษาของคนในประเทศยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ชายและผู้หญิง และความเหลื่อมล้ำระหว่างครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยและยากจน

……. นอกเหนือจากศาสนาและระบบการศึกษาที่เป็นระบบ ภาษาสเปนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สเปนได้ทิ้งไว้แก่ประเทศอาณานิคม ซึ่งเห็นได้จากร่องรอยของมรดกทางภาษาสเปน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาษาตากาล็อกที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภาษาสเปน เช่นเดียวกับการตั้งชื่อคนในประเทศ ถนนหนทาง หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในฟิลิปปินส์ที่ยังคงถูกเรียกขานเป็นภาษาสเปนจนถึงปัจจุบัน

นโยบายทางการศึกษาในยุคที่เป็นอาณานิคมของสหรัฐ

 …….ในการปฏิรูประบบการศึกษาภายในฟิลิปปินส์ภายใต้อาณานิคมของสหรัฐ ยุทธศาสตร์สำคัญของสหรัฐ คือ ความพยายามที่จะทำให้ชาวฟิลิปปินส์มีความเป็นอเมริกันมากขึ้น (Americanization) ผ่านนโยบายการศึกษาที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยชาวอเมริกัน

 …….ตลอดระยะเวลาที่สหรัฐปกครองฟิลิปปินส์ มีการสนับสนุนให้ใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เพื่อลดบทบาทการใช้ภาษาท้องถิ่น โดยกว่า 5 ทศวรรษของระบบการศึกษาแบบอเมริกัน นักเรียนฟิลิปปินส์ต้องศึกษาบทประพันธ์ของกวีตะวันตกชื่อดังมากมาย อาทิ วิลเลี่ยม เชคสเปียร์ เป็นต้น ส่งผลทำให้ชาวฟิลิปปินส์ให้ความสนใจกับวรรณคดีท้องถิ่นน้อยลง และใช้ภาษาอังกฤษในชั้นเรียนและในชีวิตประจำวันมากขึ้น

 …….ถึงแม้ว่าสหรัฐ พยายามสอดแทรกวรรณกรรมตะวันตกในชีวิตประจำวันของชาวฟิลิปปินส์ แต่เมื่อเทียบกับยุคที่สเปนปกครองฟิลิปปินส์ก่อนหน้านั้น ถือได้ว่าชาวฟิลิปปินส์มีเสรีภาพในการแสดงผลงานด้านบทประพันธ์ กลอน และวารสารต่างๆ ในภาษาท้องถิ่นมากกว่าในยุคที่เป็นอาณานิคมของสเปน

 …….อย่างไรก็ตาม ผลงานวรรณกรรมของชาวฟิลิปปินส์กลับไม่ได้รับการบรรจุในวิชาภาษาและวรรณคดีในชั้นเรียนเท่าที่ควร ซึ่งส่งผลทำให้ระบบการศึกษาแบบอเมริกันแตกต่างจากระบบการศึกษาในยุคที่เป็นอาณานิคมของสเปนโดยสิ้นเชิง นั่นคือ ชาวฟิลิปปินส์ในยุคที่ถูกปกครองโดยสหรัฐ ไม่มีโอกาสได้เรียนภาษาประจำชาติของตัวเอง เพราะภาษาท้องถิ่นถูกใช้เป็นเพียงตัวช่วยในการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ เท่านั้น อีกทั้งสหรัฐยังผูกขาดการใช้ภาษาอังกฤษในระบบการศึกษา จวบจน ค.ศ. 1940 ภายหลังจากที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองฟิลิปปินส์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ญี่ปุ่นไม่ได้มีบทบาทในการพัฒนาการศึกษาภายในประเทศฟิลิปปินส์

นโยบายการศึกษาภายหลังยุคที่เป็นอาณานิคมของสหรัฐจวบจนปัจจุบัน

……. ภายหลังจากที่ฟิลิปปินส์มีอิสระในการกำหนดนโยบายการศึกษาแล้ว ฟิลิปปินส์ยังคงให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษในระบบการศึกษา พิจารณาได้จากรัฐธรรมนูญของประเทศฟิลิปปินส์ฉบับปี ค.ศ.1987 ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ภาษาทางการที่ใช้ในการเรียนการสอนในโรงเรียนคือภาษาฟิลิปปินส์และภาษาอังกฤษ กระทรวงศึกษาธิการของฟิลิปปินส์ได้กำหนดให้ใช้ภาษาทั้งสองในวิชาที่แตกต่างกันในการเรียนการสอน

 …….ในปัจจุบัน นโยบายการศึกษาของฟิลิปปินส์ยังคงเป็นไปในรูปแบบอเมริกันที่เน้นภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการเรียนการสอน ในขณะเดียวกันสถาบันทางการศึกษาหลายต่อหลายแห่งยังคงขึ้นตรงต่อระบบการศึกษาแบบคาทอลิก อาทิ มหาวิทยาลัย ดา ลา ซาน (De La Salle University) และมหาวิทยาลัย อาเตเนโอ เด มานิล่า (Ateneo de Manila University) เป็นต้น

……. โดยสรุป การที่นโยบายทางการศึกษาของฟิลิปปินส์ถูกควบคุมโดยประเทศเจ้าอาณานิคมอย่างสเปนและ สหรัฐ ส่งผลดีและผลเสียแตกต่างกันไป

……. ผลดีสำหรับฟิลิปปินส์คือ ระบบการศึกษาของฟิลิปปินส์มีคุณภาพ มีมาตรฐานและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ผ่านการปฏิรูปทางการศึกษาของสเปน รวมไปถึงการที่ประชาชนภายในประเทศมีระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษที่สูงขึ้นภายใต้ระบบการศึกษาแบบอเมริกัน

 …….ผลเสียภายใต้การปกครองโดยสเปนและสหรัฐ คือ การถูกลิดรอนอิสรภาพในการกำหนดทิศทางทางการศึกษาด้วยตัวเอง อาทิ ประชาชนฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลและกฎเกณฑ์ต่างๆ ภายใต้ระบบการศึกษาแบบคาทอลิก หรือการที่เอกลักษณ์ของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณกรรมและภาษาท้องถิ่นได้รับการอนุรักษ์และให้ความสำคัญที่น้อยลงภายใต้ระบบการศึกษาแบบอเมริกัน

บทเรียนสำหรับประเทศไทย :

 …….ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามรดกทางการศึกษาที่สเปนและสหรัฐได้มอบไว้แก่ฟิลิปปินส์ คือ ระบบการศึกษาที่เป็นระบบ และการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาภาษาอังกฤษ ซึ่งทำให้ประชาชนชาวฟิลิปปินส์มีทักษะภาษาอังกฤษที่ดี และเกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาภายในประเทศ

 …….สำหรับประเทศไทย ถึงแม้ว่าระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันไม่ได้ถูกวางรากฐานโดยประเทศจ้าวอาณานิคม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบการศึกษาไทยรับอิทธิพลจากระบบการศึกษาตะวันตก ถึงกระนั้นการศึกษาไทยกลับไม่ได้มีคุณภาพทัดเทียมกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก เนื่องจากการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศเป็นเพียงวิชาหนึ่งที่เรียนเพื่อให้รู้แบบท่องจำหรือเป็นเพียงความรู้ ไม่ใช่การฝึกฝนทักษะเพื่อให้ผู้เรียนนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

 …….การพัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาไทยนำมาซึ่งประเด็นที่ท้าทายว่า ระบบการศึกษาไทยควรให้น้ำหนักอย่างไรกับเป้าหมายสองประการ คือ ความพยายามอนุรักษ์ภาษาไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ และการพัฒนาคนให้มีความพร้อมสำหรับโลกในอนาคตที่มีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น ผมเห็นว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องให้น้ำหนักกับเป้าหมายหลังมากขึ้น

 …….ทั้งนี้การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ผมได้เสนอแนวทางการพัฒนาการศึกษาของชาติ โดยเฉพาะการศึกษาภาษาต่างประเทศไว้จำนวนหนึ่ง อาทิ การปรับปรุงโรงเรียนทั้งหมดให้เป็นโรงเรียน 2 ภาษา (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) และพัฒนาโรงเรียนบางส่วนให้เป็นโรงเรียน 3 ภาษา รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนทั้งประเทศให้มีคุณภาพขั้นต่ำเทียบเท่าโรงเรียนสาธิต รวมทั้งการพัฒนาหนังสือและสื่อการเรียนการสอนและบริบทแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

 …….ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่พรมแดนประเทศมีความสำคัญน้อยลงและโลกมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ภาษาต่างประเทศจะเป็นทักษะที่จำเป็นมากขึ้น ระบบการศึกษาไทยควรได้รับการปฏิรูปครั้งใหญ่โดยให้น้ำหนักกับการเรียนภาษาต่างประเทศมากขึ้น เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองโลกและสามารถแข่งขันได้ และไม่ควรวิตกกังวลมากจนเกินไปว่าจะทำให้คนไทยสูญเสียเอกลักษณ์หรือตกเป็นอาณานิคมของต่างชาติทางอ้อม

บทความโดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  ใน การเมือง : ทัศนวิจารณ์ ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุกิจ

การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom)

…….พอดีผมมีโอกาสได้ไปเป็นวิทยากรอบรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ในการนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวคิด (Flipped Classroom) ณ โรงเรียนิคมวิทยา อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ในระหว่างวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2557 ก็เลยอยากนำประสบการณ์เหล่านั้นมาเล่าให้ท่านที่สนใจ ได้นำแนวคิดไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนลองดูนะครับ

จุดเริ่มต้นและความเป็นมา
……. Jonathan Bergmann และ Aaron Sams ซึ่งพวกเขาเป็นครูวิชาเคมีของโรงเรียน Woodland Park High School รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้เขียนหนังสือที่ชื่อ Flip Your Classroom : Reach Every Student in Every Class Every Day ขึ้น Ffpครู 2 ท่านนี้ได้พบว่าการเรียนของนักเรียนหลาย ๆ คนไม่สามารถเข้ามาเรียนในชั้นเรียนได้ตามเวลาอันเนื่องมาจากสาเหตุหลายๆประการ เช่น นักเรียนที่เป็นนักกีฬา นักเรียนที่ต้องทำงานนอกเวลา หรือกิจกรรมต่างที่ต้องใช้เวลาในการเดินทาง หรือแม้กระทั้งเนื้อหาวิชาที่ใช้เวลาในการทำความเข้าใจมาก ๆ  จนไม่สามารถจัดได้หมดในชั่วโมงเรียนดังนั้น Jonathan และAaron จึงมีแนวคิดจาก
……..1. พิจารณาเลือกเทคโนโลยีที่มีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้กับนักเรียน และนักเรียนสามารถนำขึ้นมาเรียนได้ขณะเดินทางทาง หรือในเวลาว่างจากอุปกรณ์หรือเครื่องมือ ที่นักเรียนมี เช่น คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต, สมาร์ทโฟน, หรือแล็บท็อป นอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียน
…….2. โดยมีกิจกรรมต่างๆ เป็นตัวเชื่อม เช่น อีเมล์จากนักเรียนที่มีข้อสงสัย อีเมล์จากครูผู้สอนตั้งคำถามไปยังนักเรียน  บทความหรือเนื้อหาต่าง ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่อยู่บนเว็บไซด์

กลับด้านชั้นเรียนคืออะไร
…….นำสิ่งที่เดิมเคยทำในชั้นเรียนไปทำที่บ้าน และนำสิ่งที่เคยถูกมอบหมายให้ทำที่บ้านมาทำในชั้นเรียนแทน ชั้นเรียนที่เราคุ้นเคยกันมานั้น ครูจะเป็นผู้บรรยายเนื้อหาต่างๆ ในชั้นเรียนแล้วมอบงานให้นักเรียนกลับไปทำเป็นการบ้าน แต่ Jonathan และ Aaron  สังเกตว่า เวลาที่นักเรียนต้องการพบครูจริงๆ คือ เวลาที่เขาติดขัดและต้องการความช่วยเหลือ เขาไม่ได้ต้องการครูอยู่ในชั้นเรียนเพื่อบอกเนื้อหา เพราะเขาสามารถค้นหาเนื้อหานั้นด้วยตนเองได้ สรุปง่าย ๆ ก็คือ ปรับการให้ความสำคัญที่ครูไปสู่การเรียนรู้ของนักเรียน

มีการจัดการเรียนรู้อย่างไร
……. ครูอาจจะสร้างแหล่งเรียนรู้ (Resource Center) เช่น เว็บบล็อก (WordPress) เฟซบุ๊คกลุ่ม (Groups) หรือบันทึกวิดีโอการสอนให้เด็กไปดูเป็นการบ้าน แล้วครูใช้ชั้นเรียนสำหรับชี้แนะนักเรียนให้เข้าใจแก่นความรู้ หรือชี้แนะในการที่เด็กได้รับมอบหมายจะดีกว่า ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก เว็บไซต์ต่าง ๆ อย่าง YouTube อัดแน่นไปด้วยความรู้ต่างๆ เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หมดยุคที่ต้องคอยมารอรับความรู้ในชั้นเรียนเพียงช่องทางเดียว เพราะฉะนั้นในห้องเรียนกลับด้าน ครูจะแจกสื่อให้เด็กไปเรียนรู้ล่วงหน้าที่บ้าน หรืออาจให้เด็กไปดูสื่ออย่างยูทูบ เมื่อมาเข้าชั้นเรียนในวันรุ่งขึ้น นักเรียนจะซักถามข้อสงสัยต่างๆ จากนั้นก็ลงมือทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มโดยมีครูคอยให้คำแนะนำตอบข้อสงสัย

ข้อจำกัด-ข้อควรคำนึง ของการกลับด้านชั้นเรียน
…….เพื่อตรวจสอบว่า เด็กได้ดูสื่อที่ครูให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าหรือไม่นั้น จะมีเด็กบันทึกโน้ตมาส่งครู อาจบันทึกมาในสมุด เข้าไปเขียนไว้ใน Blog ของครู หรือเขียนส่งมาทางอีเมล และจะให้เด็กตั้งคำถามมาด้วยอย่างน้อย 1 ข้อ อย่างไรก็ตาม ในแต่ละรายวิชาจะมีข้อจำกัดและข้อควรคำนึง ดังนี้
ข้อจำกัด
…..1. ต้องมีการเตรียมการอย่างดี มีความเชื่อมโยงสัมพันธืกันทั้งเวลา เนื้อหา กิจกรรม
…..2. ต้องปรับค่านิยม คุ้นชิน และความเชื่อเดิม
…..3. ความพร้อมของเทคโนโลยีและสื่อที่ใช้
…..4. การปรับบทบาทครูและนักเรียน
ข้อควรคำนึง
…..1. วุฒิภาวะและความพร้อมของผู้เรียน
…..2. ความตั้งใจและกระตือรือร้นของครูผู้สอน
…..3. ความเหมาะสมของรายวิชา/บทเรียน
…..4. สื่อการเรียนการสอน
…..5. ความเข้าใจของผู้เกี่ยวข้อง

นำมาปรับใช้ในบริบทของเราได้อย่างไร
…….เช่น การนำไปใช้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ จะช่วยให้มีเวลาและโอกาสมากขึ้นที่จะจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย Inquiry Approach ซึ่งนักเรียนจะได้ลงมือทำงานและปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้และได้ศึกษาทดลองที่ลึกซึ้งขึ้น ยกตัวอย่างเรื่อง เซลล์และการค้นพบเซลล์ เวลา 2 ชั่วโมง
…..1. ขั้นสร้างความสนใจ (ล่วงหน้าก่อนการเรียนการสอนในชั่วโมงจริง)
…….1.1 ครูสร้างบล็อก หรือตั้งกระทู้บนอินเทอร์เน็ตเพื่อเป็นประเด็นในแง่มุมต่างๆ โดยตั้งกระทู้ถามนักเรียนว่าร่างกายของคนเราหรือสัตว์ประกอบขึ้นด้วยส่วนประกอบใดบ้าง และหน่วยที่เล็กที่สุดที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายคืออะไร
…….1.2 ครูควรเลือกสร้างสื่อ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องสำหรับสอนนักเรียนล่วงหน้าอาจเป็นคลิปวิดีโอเป็นเรื่องๆ สั้นๆ หรืออาจเป็นไฟล์สำหรับกดาว์นโหลดได้ หรือนำขึ้นไปฝากไว้บน YouTube  เนื้อหาเช่น ครูสาธิตการใช้กล้องจุลทรรศน์และอธิบายประเภท ส่วนประกอบ และวิธีการใช้กล้องจุลทรรศน์ให้นักเรียนเข้าใจในรูปแบบต่างๆ เช่นคลิปวิดีโอ
…….1.3 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายในประเด็นต่างบนอินเทอร์เน็ตหรือทางสื่อต่าง ๆ ล่วงหน้าก่อนการเรียนในห้องเรียน เช่น Line, Facebook, ตามแต่ที่จะถนัด เช่น
…….– เซลล์คืออะไร
…….– นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบเซลล์คนแรกเป็นใคร
…….– นักเรียนจะศึกษาลักษณะของเซลล์ได้อย่างไร
…….– ครูอภิปรายถึงการใช้อุปกรณ์ที่ช่วยในการมองเห็น ได้แก่ แว่นขยายกล้องจุลทรรศน์ และกล้องโทรทรรศน์
…….– นักเรียนร่วมกันอภิปรายจำแนกรายละเอียดถึงความแตกต่างในการเลือกใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ดังกล่าว
…….1.4 นักเรียนศึกษาค้นคว้า ส่วนประกอบและการใช้กล้องจุลทรรศน์ จากคลิปวิดีโอเรื่อง กล้องจุลทรรศน์ หรือจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ นักเรียนคิดและลำดับเหตุการณ์ขั้นตอนการใช้กล้องจุลทรรศน์ศึกษาสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
…..2.ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหา และขั้นที่ 3 อธิบายและลงข้อสรุป 2 ขั้นตอนนี้ครูสามารถให้นักเรียนคุยกันหรือวางแผนการทำงานร่วมกันมาจากที่บ้านล่วงหน้าก่อนการเรียนจริงในห้องเรียน
…..3. ขั้นขยายความรู้ ขั้นตอนนี้สามารถนำมาทำกิจกรรมในห้องเรียนได้เลยในทันที เต็มเวลา 2 ชั่วโมง ที่เข้าเรียนเพราะทุกขั้นตอนนักเรียนได้เรียนและศึกษามาทั้งหมดแล้ว

ข้อคิดสำหรับห้องเรียนกลับด้าน
…….วิดีโออาจใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการสอนบางเรื่อง แต่อาจจะไม่ได้ผลสำหรับการสอนบางเรื่อง ความรู้บางอย่างนักเรียนต้องค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง บางเรื่องครูต้องสอนโดยตรง บางเรื่องเกิดจากการซักถามอภิปราย วิดีโอจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับการสอนทุกเรื่อง ครูผู้สอนต้องพิจารณาตามความเหมาะสม

อ้างอิง
1. ครูเพื่อศิษย์ สร้างห้องเรียนกลับทาง ของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
2. ห้องเรียนกลับด้านของ สพฐ. โดย ดร.รุ่งนภา นุตราวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญของ สพฐ. 
3. ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) โดยนายอนุศร  หงษ์ขุนทด

เสียงสะท้อนเยาวชนระบบการศึกษานี้ “เพื่อใคร”

             พูดกันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วกับปัญหาของการศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา หลังมีกระแสข่าวว่าประเทศไทยมีคุณภาพการศึกษาอยู่เกือบรั้งท้ายกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ทั้งที่เราเคยมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่มาแล้วเมื่อปี 2542 ก็ตาม

ที่ผ่านมานโยบายการศึกษาของไทยผ่านการลองผิดลองถูกมามาก ทั้งรูปแบบตะวันออกและตะวันตก  คำถามคือ..แล้วเหตุใดจึงเหมือนกับว่า “ยิ่งแก้ยิ่งเละ” ซึ่งก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเพราะที่ผ่านมา แผนต่างๆ ล้วนถูกกำหนดจากผู้ใหญ่ทั้งสิ้น โดยไม่ค่อยจะได้รับฟังความคิดเห็น หรือให้เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นผู้เรียนมีส่วนร่วมเท่าใดนัก

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2557 ที่ผ่านมา สำนักวิจัยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC Poll) เปิดเผยผลการสำรวจในหัวข้อ “เด็กและเยาวชนไทยอยากเห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงจากการศึกษาไทย” ณ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)

ทำการสำรวจเยาวชนอายุ 14-18 ปี ระหว่างวันที่ 1-15 เม.ย. 2557 ใน 17 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ จันทบุรี ลพบุรี นครปฐม เพชรบูรณ์ สุโขทัย เชียงใหม่ ยโสธร ชัยภูมิ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา สงขลา นครศรีธรรมราช ชุมพร และสุรินทร์ จำนวน 4,255 คน ผลสำรวจทำให้พบความจริงที่น่าเป็นห่วงบางประการ

             – เรียนหนักแทบตาย..แต่สุดท้ายต้องกวดวิชา เสียงสะท้อนของเยาวชนกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 54.0 ระบุว่าต้องเรียนในชั้นเรียนปกติวันละ 7-8 คาบ และยังไม่พอ ชีวิตนอกโรงเรียนยังต้องอยู่กับการบ้าน โดยร้อยละ 74.7 ใช้เวลาช่วงกลางคืนทำการบ้าน แต่ขณะเดียวกัน เด็กไทยร้อยละ 65.1 กลับระบุว่าการเรียนพิเศษเป็นสิ่งจำเป็น เพราะมองว่าได้เคล็ดลับที่ต้องใช้สอบมากกว่าที่โรงเรียนสอน , เนื้อหาที่เรียนในชั้นเรียนปกติไม่ออกสอบ หรือผู้สอนกวดวิชา (ติวเตอร์) มีเทคนิคการสอนที่น่าสนใจ ทำให้จำเนื้อหาได้ง่ายกว่าครูในชั้นเรียนปกติ เป็นต้น

ในประเด็นแรกนี้ เยาวชนกลุ่มตัวอย่างได้สะท้อนเรื่องราวเกี่ยวกับครูมากมาย ร้อยละ 25 เน้นไปที่วิธีการสอน ที่ครูในชั้นเรียนมักจะสอนตามหนังสือ จนราวกับว่ามาอ่านหนังสือให้ฟังเสียมากกว่า ทำไมครูจึงไม่หาเทคนิคการสอนที่ทำให้ไม่น่าเบื่ออย่างติวเตอร์กวดวิชาบ้าง? หรือครูบางคนที่สอนในห้องแบบผ่านๆ แต่เก็บเคล็ดสำคัญไปสอนในชั่วโมงกวดวิชาที่ต้องเสียเงินค่าเรียนเพิ่ม เป็นต้น (รองลงมา ร้อยละ 21.2 ตั้งคำถามถึงตัวการบ้าน เช่นการบ้านมากแต่ให้เวลาทำน้อย และอันดับ 3 ร้อยละ 14.7 พูดถึงความประพฤติส่วนบุคคลของครู เช่นเข้าสอนไม่ตรงเวลา ฯลฯ )

              – การสอบคือความเป็นความตายของทั้งชีวิต เป็นที่พูดกันมานานแล้วว่าการศึกษาไทยมีมิติของชนชั้นซ่อนอยู่ กล่าวคือ ผู้ที่สามารถสอบเข้าเรียนต่อสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ หรือได้ประกอบอาชีพบางสายงาน จะเสมือนหนึ่งถูกยกระดับฐานะทางสังคมให้สูงขึ้นเหนือผู้จบจากสถาบันอื่นๆ หรือผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ ไปด้วย

ผลการสำรวจครั้งนี้ ยังคงตอกย้ำความเชื่อดังกล่าว ร้อยละ 65.5 ของเยาวชนกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่าความกลัวที่สุดของชีวิตการเรียนคือการสอบไม่ผ่านหรือสอบเข้าเรียนต่อไม่ได้ รองลงมาร้อยละ 59.6 ตั้งเป้าว่าต้องเรียนให้เก่งๆ ทำเกรดให้สูงที่สุด และเมื่อถามว่า “ค่านิยมใดที่อยากให้สังคมไทยเลิกยึดถือเสียที” ร้อยละ 52.7 หรือส่วนใหญ่ตอบว่าการได้เรียนในสถาบันการศึกษาชั้นนำและใบปริญญาคือเป้าหมายของเด็กไทย

รองลงมาร้อยละ 46.5 ตอบว่าการเรียนเก่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต อันดับ 3 ร้อยละ 46.1 ตอบว่าการเรียนนั้นเป็นไปเพื่อยกระดับฐานะ (เงินเดือน/รายได้) มากกว่าการนำความรู้ไปพัฒนาชาติบ้านเมือง อันดับ 4 ร้อยละ 46.0 มองว่าสังคมกำหนดให้เด็กต้องเรียนอะไร เด็กจึงไม่ได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน อันดับ 5 ร้อยละ 43.2 ตอบว่าไม่มีที่ว่างสำหรับผู้แพ้ การสอบตกหรือเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้คือความล้มเหลวในชีวิต ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า..เด็กไทยต้องอยู่กับการสอบแข่งขันตลอดเวลาจนเกิดความเครียดสะสม เนื่องจากกรอบค่านิยมที่สังคมขีดเส้นไว้ให้ทั้งสิ้น

            – ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เยาวชนกลุ่มตัวอย่างกว่าครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 58.7 ระบุว่าเด็กไทยน่าจะเรียนหนักมากที่สุดในโลก แต่ไม่สามารถนำความรู้ในห้องเรียนไปใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ ร้อยละ 69.4 ระบุว่าระบบการศึกษาไทยต้องเปลี่ยนแปลง และเมื่อถามต่อไปว่าอยากให้แก้ไขอะไรบ้าง ผลสำรวจสามารถจัดอันดับได้เป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

1.หลักสูตรต้องเหมาะสมกับเด็กไทยไม่ใช่ต่างชาติ

2.เน้นการประยุกต์ในชีวิตประจำวันมากกว่าทฤษฎีในตำราอย่างเดียว

3.แต่ละวิชาควรสอนโดยครูที่จบตรงในสายวิชานั้นๆ

4.ลดชั่วโมงการเรียนที่มากเกินความจำเป็น

5.เทคนิค/กลวิธีการสอนของครู

6.ขยายโอกาสการในศึกษาระดับมหาวิทยาลัยให้ทั่วถึงอย่างเท่าเทียมกัน

7.เพิ่มการฝึกปฏิบัติมากขึ้นจากเดิมที่สอนทฤษฎีตามตำราเป็นหลัก

8.เป้าหมายการเรียนไม่ควรเป็นไปเพื่อสอบอย่างเดียว

9.เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียนจริงๆ และ

10. อื่นๆ เช่น ปลูกฝังค่านิยมและมุมมองต่ออาชีพ , ส่งเสริมการสอนภาษาต่างประเทศให้มากขึ้น , ให้ความสำคัญกับผู้เรียนให้มากขึ้น/ลดการสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนต่อ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นเสียงสะท้อนของเด็กและเยาวชนผู้ซึ่งแบกรับภาระจากนโยบายการศึกษา ทั้งที่เป็นทางการคือแผนหรือหลักสูตรของรัฐ และที่ไม่เป็นทางการคือค่านิยมของผู้ปกครองและสังคมที่กดดัน

           เข้าทำนอง “คนคิดไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้คิด” จนเป็นปัญหาเพราะผู้กำหนดนโยบาย อาจไม่เข้าใจความเป็นจริง และความต้องการของเด็กไทย

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้าออนไลน์  ฉบับวันที่ 28 เมษายน 2557

นักคณิตศาสตร์ระบุมี1.7แสนวิธีผูกเนกไท

tie

……หลายคนคงไม่เชื่อว่า “คณิตศาสตร์” จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการไขความลับที่ซ่อนอยู่ในเงื่อนปมต่างๆ ได้มากมายหลายชนิด ตั้งแต่การกำเนิดจักรวาล จนกระทั่งการผูกเนกไท ที่ฝรั่งตาน้ำข้าวถือเป็นเครื่องแต่งกายมาตรฐานประจำสำหรับการไปทำงาน ออกเดท แม้กระทั่งไปเที่ยว ก็จะต้องมีผ้าเส้นยาวๆ มาพันคอให้เป็นปมเป็นสายไว้ปิดหน้าท้องอยู่เสมอ และก็สวมแจ็กเก็ต (ที่คนไทยติดปากกันว่า “สูท”) ออกไปนอกบ้านกันจนเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในบ้านเขา

……..เรื่องการผูกเนกไทกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่นักวิชาการด้านคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสตอกโฮล์ม ร่วมกันทำวิจัยโดยใช้โมเดลคณิตศาสตร์มาใช้พิสูจน์ข้อสงสัยของพวกตน และทำผลการวิจัยออกมาเป็นเอกสารเป็นหลักเป็นฐาน

……..กลุ่มนักคณิตศาสตร์กลุ่มนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเนกไทของบทตัวร้ายในภาพยนตร์เรื่อง “เดอะ แมทริกซ์ รีโหลด” ที่ใช้การผูกเงื่อนเนกไทแบบ “เมโรวินเยียน” (Merovingian) ที่ทำให้มีปมผ้าสองฝั่งชนกัน ซึ่งแตกต่างจากปมเนกไทแบบ “วินด์เซอร์” (Windsor) หรือ “ฮาล์ฟ วินด์เซอร์” (Half Windsor) ที่หนุ่มๆ ทั่วโลกคุ้นเคยกันและใช้เป็นประจำในชีวิต จึงคิดโมเดลคณิตศาสตร์เพื่อใช้ไขปัญหาข้องใจในการผูกเนกไทเป็นปมต่างๆ แล้วในที่สุด พวกเขาก็พบว่า ปมการผูกเนกไทที่ใช้ผ้าเส้นยาวๆ มาพันกันนั้นสามารถผูกปมเงื่อนได้มากถึง 177,147 วิธี กันเลยทีเดีย Read the rest of this entry

“ตัวเลข” นั้น สำคัญไฉน?”

…….ความเชื่อเรื่อง “ตัวเลข” ไม่เพียงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยเท่านั้น แต่ในต่างประเทศก็มีความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลขเช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละประเทศอาจมีการตีความหมายแตกต่างกันตามความเชื่อที่สืบต่อกันมา ดังนั้น “ตัวเลข” ณ วันนี้ ตัวเลขจึงไม่ใช่มาตรวัดที่ทำหน้าที่บอกจำนวนเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ยังมีนัยยะในมิติอื่นอีกด้วย

…….จากคำกล่าวที่ว่า โชคดีบังเกิดหนที่ 3 หรือสำนวน Third Time’s a Charm เป็นคำกล่าวให้กำลังใจที่หากทำครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไม่สำเร็จให้ลองใหม่ครั้งที่ 3 จะประสบผล ต้นกำเนิดของคำกล่าวยังไม่ชัดเจน บางแหล่งบอกว่า 3 เป็นตัวแทนของพระตรีเอกภาพ คือ พระบิดา พระบุตรและพระจิต ดังนั้น เลข 3จึงเป็นเลขที่ดีของชาวตะวันตก

…….นอกจากนั้นชาวตะวันตกเชื่อว่าเลข 8 มีรูปลักษณ์เหมือนกันกับสัญลักษณ์แห่งความเป็นนิรันดร์หรืออนันต์ในเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ที่หมายถึงความไม่มีที่สิ้นสุด (infinity) จึงถือเป็นเลขโชคลางที่ใช้สื่อความหมายถึงความเป็นอมตะ ไม่มีที่สิ้นสุดขณะที่เลข 8 สำหรับชาวจีนโดยเฉพาะผู้ที่ทำอาชีพค้าขายยกให้เลข 8 เป็นเลขแห่งมงคลเพราะในภาษากวางตุ้งมีความหมายว่า ร่ำรวย หรือ มั่งมีอีกทั้งยังหมายความได้ถึงตำนานแปดเซียนหรือโป๊ยเซียน ที่คอยดูแล ปกป้องรักษาลูกหลาน

…….ส่วน เลข 9 กับคนไทยนั้น ถือเป็นมงคลที่อยู่คู่กันมาช้านาน โดยเชื่อว่าเลข 9 ออกเสียงที่ไปพ้องกับคำว่า ก้าว หมายถึง ก้าวไปข้างหน้า ส่งผลให้ตัวเลข 9 กลายเป็นเลขมงคลที่คนไทยนิยมมากทุกยุคทุกสมัยแต่เลข 9 สำหรับชาวญี่ปุ่น เป็นสิ่งอัปมงคล เพราะ เลข 9 ในภาษาญี่ปุ่นจะอ่านออกเสียงว่า “คุ”ซึ่งไปพ้องเสียงกับคำที่หมายถึง ความยากลำบาก จึงถือว่าไม่ดีและไม่งามโดยเฉพาะบรรดานักเรียน ม.ปลายที่กำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยถือว่าสำคัญต่ออนาคตของหนุ่มสาวญี่ปุ่นมากถ้าใครได้ทะเบียนสอบหมายเลข 9 ถือว่าโชคร้ายสุดๆ ก็ว่าได้

…….เลข13 ถือเป็นเลขแห่งความโชคร้ายและอัปมงคลตามความเชื่อของชาวตะวันตกโดยมีที่มาจากหลายๆ ตำนานในศาสนาคริสต์ เช่นตำนานอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ที่ชื่อว่า เดอะลาสต์ซัปเปอร์ The Last Supper มีผู้ร่วมโต๊ะพร้อมหน้ากับพระองค์รวม 13 คนและจูดาร์ซึ่งเป็นศิษย์ทรยศก็นั่งในตำแหน่งที่ 13 ทำให้หมายเลขนี้กลายเป็นอาถรรพณ์ที่ชาวตะวันตกเกลียดกลัวและนำไปตีความถอดรหัสมากมาย เช่น โรงแรมส่วนใหญ่มักไม่มีห้องหมายเลข 13 หลายเมืองมักไม่มีถนนหมายเลขที่ 13 วงการรถแข่งไม่เคยปรากฏรถหมายเลขที่ 13 ฯลฯนอกจากนั้นประเทศตุรกี ยังยกเลิกการใช้เลข 13 ในสายระบบสารบบของตัวเลขเลยทีเดียว

…….สำหรับชาวอิตาลีเชื่อว่าเลข 17 มีระดับความน่ากลัวพอๆ กับเลข 13 สาเหตุเพราะเมื่อเขียนเลข 17 เป็นเลขโรมันจะอยู่ในรูปของ XVII ซึ่งเมื่อสลับตัวอักษรเป็น VIXI จะมีความหมายว่าฉันเคยมีชีวิตอยู่ ซึ่งแปลว่าตายแล้วจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นอาคารในอิตาลีมักไม่มีชั้น 17 สายการบินหลายสายไม่มีที่นั่งหมายเลข 17 แม้แต่รถสัญชาติฝรั่งเศสอย่างเรโนลต์ รุ่น R17 เมื่อเข้าไปจำหน่ายในอิตาลีก็ยังต้องเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น R177

…….ความเชื่อของศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า เลข 25 เป็นเลขที่ไม่ค่อยจะดีนัก โดยเมื่อย่างเข้าอายุ 25 ปี หรือเบญจเพส จะหมายถึง การเข้าสู่โชคและเคราะห์ที่รุนแรงไม่ทางบวกก็เป็นลบต่อชีวิตแต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็ถือเป็นจังหวะชีวิตที่ต้องระมัดระวังตัวในการเกิดอุบัติเหตุหรือเคราะห์ร้ายให้ดี

…….ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ คือ ความเชื่อซึ่งสะท้อนให้เห็นความสำคัญของตัวเลขได้อย่างชัดเจน แล้วเมื่อตัวเลขเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นจึงมีคนจำนวนไม่น้อยในสังคมที่ให้ความสำคัญกับการเลือกเบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ หรือแม้แต่การตั้งชื่อโดยคำนึงถึงตัวเลขที่ตีความได้จากการแปลตัวอักษร

…….ความเชื่อเรื่อง “ตัวเลข” เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่บางคนอาจจะเชื่อ หรือบางคนอาจจะไม่เชื่อ แต่หากไม่เชื่อก็ไม่ควรลบหลู่ หรือหากเชื่อก็ไม่ควรเชื่อจนงมงาย เพราะสิ่งที่สำคัญเหนือกว่าตัวเลข คงหนีไม่พ้นการทำความดี  เอาเป็นว่า “ตัวเลข” นั้น สำคัญไฉน?” เชื่อว่าแต่ละคนต่างที่ “คำตอบ” อยู่ในใจแล้วใช่ไหมครับ

คณิตศาสตร์กับชีวิต

………. “จุดมุ่งหมายของการศึกษาในอดีตจะเห็นได้ว่าการจัดการเรียนการสอนในช่วงต้นรัตนโกสินทร์คือระหว่างปี พ.ศ. 2325-2426 นั้นประเทศไทยยังไม่มีโรงเรียน แต่มีการเรียนกันที่วัดหรือที่บ้าน ความมุ่งหมายในสมัยนั้นคือ การให้สามารถ อ่าน เขียนภาษาไทย และคิดเลขได้ นอกจากนั้นอาจมีการเรียนช่างฝีมือกันที่บ้าน…” (ทิศนา แขมณี: ศาสตร์การสอน; 29)

จากข้อความข้างต้นจะเห็นว่าความสำคัญของคณิตศาสตร์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ และถ้าจะค้นหาลึกลงไปนั้นในสมัยโบราณก็คงจะมีการใช้คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ในสังคมให้ความสำคัญกับการคำนวณ การเปรียบเทียบด้วยตัวเลข เปรียบเสมือนกับเป็นสิ่งที่ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของบุคคลต่างๆในสังคม ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดของสังคม หรือต่างชนชาติกันก็ตาม คณิตศาสตร์ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น และเป็นสากล ได้แก่การบวก ลบ คูณ หาร และในความเชื่อที่ว่าคณิตศาสตร์เป็นกระบวนการแก้ปัญหาที่มีรูปแบบและขั้นตอนมาตรฐาน ดังนี้คือ (1)หาสิ่งที่ต้องการทราบ (2)ว่างแผนการแก้ปัญหา (3)ค้นหาคำตอบ (4)ตรวจสอบ จากขั้นตอนทางคณิตศาสตร์นี้เป็นกระบวนการแก้ปัญหาที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นระบบ เพื่อให้เกิดลำดับขั้นตอนในการแก้ไขสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เปรียบเสมือนการแก้ปัญหาสิ่งๆหนึ่งโดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เพื่อหาข้อค้นพบและสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆได้อย่างมีระบบ ระเบียบ

จะเห็นได้ว่าความสำคัญของคณิตศาสตร์นั้นมีความสำคัญกับชีวิตประจำวันเพื่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาบุคคลในสังคมให้เกิดการแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การคำนวณสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานในการหาข้อสรุปเพื่อให้เกิดชิ้นงานต่างๆที่เกิดขึ้นเพื่อสนองตอบต่อสิ่งที่บุคลต้องการให้เป็นไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้าง สิ่งอำนวยความสะดวกสบายที่เกิดขึ้นจากข้อความข้างต้นจะเสนอความสอดคล้องของคณิตศาสตร์กับชีวิตประจำวันได้อย่างไรดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

การซื้อขายของ เป็นการใช้หลักคณิตศาสตร์พื้นฐานได้แก่ การคำนวณในเรื่องของต้นทุน และการได้กำไร การกำหนดราคาเพื่อการตีค่าของราคาที่จะขายเพื่อให้เกิดกำไร ซึ่งเกี่ยวข้องหลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นในการดำเนินการซื้อขาย  นอกจากนนี้ยังมีการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งก็ไม่พ้นในเรื่องของการใช้หลักคณิตศาสตร์ในการควบคุมการทำงาน

การสร้างที่อยู่อาศัย เป็นการคำนวณอัตราส่วนของพื้นที่ในการการปลูกสิ่งปลูกสร้าง ในที่นี้ขอยกตังอย่างการสร้างที่อยู่อาศัย เริ่มตั้งแต่การคำนวณหาพื้นที่ในการสร้าง โดยหลักการวัดพื้นที่ (กว้าง x ยาว) จากนั้นต้องมี่การคำนวณโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้างต่างๆได้แก่ ปูน หิน ทราย ไม้กระเบื้องและอื่นๆที่เป็นสวนประกอบของการสร้างที่อยู่อาศัย โดยการผสมปูน ได้แก่การคำนวณอัตราส่วนของส่วนผสมในการสร้างบ้าน ซึ่งแตกต่างกันในการใช้งานเช่น พื้นปูนอาจมีการผสมให้มีความหยาบเพื่อใช้เป็นฐานของโครงบ้าน การฉาบอิฐจะต้องมีการละเอียดของปูนเพื่อให้เกิดการยึดแน่นของอิฐกับปูนเพื่อให้เกิดความแข็งแรงและสวยงาม เป็นต้น

การเงินการธนาคาร เป็นการออมทรัพย์เพื่อให้เกิดความความมั่นของชีวิต มีการคำนวณดอกเบี้ย ผลกำไร การปันผล การแลกเปลี่ยนเงินตราเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ทางการเงิน โดยมีวิธีจูงใจผู้ฝากในรูปแบบต่างๆเช่น การออมทรัพย์ กระแสรายวัน ฝากประจำ ซึ่งมีการให้ดอกเบี้ยแตกต่างกันไป ขึ้นกับแต่ละธนาคารว่าจะให้ผลประโยชน์กับผู้ฝากอย่างไรและผู้ฝากเป็นผู้ตัดสินใจในการใช้บริการทางการเงินกับธนาคารใด

ทางการศึกษา เป็นการคำนวณหาค่าต่างๆทีเกี่ยวข้องกับการให้คะแนน วิจัย การทดลองโดยใช้ค่าทางสถิติเพื่อให้เกิดข้อค้นพบต่างๆในเชิงปริมาณเพื่อหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นถึงความสำคัญของคณิตศาสตร์เป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการคำนวณ การวางแผนการทำงานในรูปแบบต่างๆ ล้วนสอดคล้องกับชีวิตประจำวันเป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนในฐานะที่กำลังศึกษาในสาขาวิชาคณิตศาสตร์และพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่กกระบวนการจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนได้เห็นถึงประโยชน์ของคณิตศาสตร์เพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่าน เมื่อได้อ่านบทความนี้แล้วจะได้เห็นความสำคัญของคณิตศาสตร์

เอกสารอ้างอิง

ทิศนา แขมมณี. ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (ครั้งที่5 ฉบับ ปรับปรุง). กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550

การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย (สิ่งเล็ก ๆ ที่สร้างลูก)

…….การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย เป็นระยะที่มีความสำคัญที่สุดของพัฒนาการทั้งร่างกาย ปัญญา สังคม และบุคลิกภาพ ประสบการณ์ที่เด็กได้รับในช่วงแรกของชีวิต มีอิทธิพลมากต่อการสร้างความพร้อมสำหรับการพัฒนา
…….การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ เช่น ความพร้อมของพ่อแม่ ความรู้ ความเข้าใจในการพัฒนาของเด็กที่ถูกต้องเหมาะสมกับวัย ความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคล อีกทั้งสังคมไม่ไห้ความสำคัญและยอมรับเด็กในฐานะทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุด การศึกษาในระดับนี้เป็นขั้นรากฐานของการพัฒนาความเจริญเติบโตทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านสมองจะเจริญเติบโตถึงร้อยละ 80 ของผู้ใหญ่ หากเด็กได้รับการพัฒนาดูแลให้พัฒนาด้านจิตใจ ความคิด สติปัญญาอย่างถูกต้องเหมาะสม เด็กก็จะเจริญเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ในช่วงต้นของชีวิต คือ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 6 ปี เป็นระยะเวลาที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา สังคม และบุคลิกภาพ ประสบการณ์ที่เด็กได้รับในช่วงแรกของชีวิตมีอิทธิพลมากต่อการเสริมสร้างความพร้อมสำหรับการพัฒนาในขั้นต่อไป หรืออาจจะขัดขวางชะงักการพัฒนาของเด็ก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของประสบการณ์ที่เด็กได้รับ และเนื่องจากเด็กในวัยนี้อีกเช่นกันที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำด้วย ดังนั้นการจัดประสบการณ์เรียนรู้ สำหรับเด็กปฐมวัยควรส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคม โดยการจัดประสบการณ์และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความพร้อมด้านสังคม โดยครอบคลุมถึงการรู้จักตนเองและช่วยเหลือตนเอง การติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่น การปรับตัวเข้ากับผู้อื่น การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม การยอมรับกฎเกณฑ์และค่านิยมของสังคมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการจัดกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการตามวัยของเด็ก เพื่อเด็กจะได้มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่น รู้จักบทบาทของตนเองในด้านการร่วมมือ การช่วยเหลือ การแบ่งปัน มีความเป็นเพื่อนให้กันและกัน และไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งจะส่งผลให้เด็กมีความสุขในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคมต่อไป
…….โดยทั่วไปการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย กระทำได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมการกลางแจ้ง กิจกรรมเกมการศึกษา และกิจกรรมเล่นตามมุม กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่อยู่ในกิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ให้เด็กได้แสดงออกด้วยการวาดภาพ การปั้น การเล่นสี การฉีกปะ การพิมพ์ภาพ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง พัฒนาพลังของการแสดงออกทางอารมณ์ เพื่อพัฒนาให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น พัฒนาพฤติกรรมทางสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน
…….การจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคนนั้น ควรคำนึงธรรมชาติของเด็กเป็นสำคัญ ซึ่งเด็กทุกคนมีความเหมือนกันในแง่ของพัฒนาการ เด็กทุกคนต้องผ่านลำดับขั้นตอนของพัฒนาการด้านต่างๆ ทั้ง 4 ด้าน คือ ทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา แต่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับพื้นฐานต่าง ๆ และปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กในการจัดกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมการกลางแจ้ง กิจกรรมเกมการศึกษา และกิจกรรมเล่นตามมุม ซึ่งกิจกรรมเหล่านึ้จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เปืดโอกาสได้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกาย เด็กได้ใช้สมรรถภาพทางด้านร่างกายหลาย ๆ ส่วนควบคู่กับการใช้สติปัญญา นอกจากนั้นการเล่นยังเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ในการเรียนรู้หรือการทำงานของเด็ก ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคมในทางที่ดี เพราะในขณะที่เด็กเล่นนั้นจะได้รับความสนุกสนาน ได้เรียนรู้การเล่นเป็นกลุ่ม เคารพกติกา ได้แสดงความรู้สึกความต้องการของตนเอง ได้แสดงความพอใจและการยอมรับผู้อื่น รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น เรียนรู้การเป็นผู้นำหรือผู้ตาม รู้จักช่วยเหลือและแบ่งปัน การเล่นจึงเป็นหัวใจสำคัญและมีความสำคัญอย่างยิ่งในวัยเด็กซึ่งธรรมชาติของเด็กจะชอบการเล่น ซึ่งการเล่นมีหลายลักษณะ ได้แก่ การเล่นตามลำพังไม่สนใจผู้อื่น ให้ความร่วมมือ การเฝ้ามองผู้อื่นเล่นอย่างสนุกสนาน การเล่นเป็นกลุ่ม การเล่นที่เด็กเล่นกับผู้อื่นทุกลักษณะของการเล่นนั้นจะช่วยให้เด็กปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสังคมในทางที่ดี ในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยด้วยกิจกรรมทั้ง 6 กิจกรรมเพื่อที่จะให้เด็กเกิดพัฒนาการ มีการจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ เช่น การเคลื่อนไหวพื้นฐาน กิจกรรมเข้าจังหวะ เกมเบ็ดเตล็ด การเล่นสมมุติ การละเล่นพื้นบ้าน การเล่นแบบผลัด กิจกรรมเสริมสมรรถภาพ
…….การจัดประสบการณ์ให้กับเด็กนั้น ผู้ปกครอง คุณพ่อคุณแม่ หรือพี่เลี้ยงจะเป็นจะต้องศึกษาหลักสูตรจิตวิทยาพัฒนาการเด็กและการวางแผนจัดกิจกรรมให้เหมาะสม สอดคล้องกับกลุ่มเด็กและสภาพของท้องถิ่น และต้องมีการสังเกตความสนใจของเด็กขฯเล่น สนทนาหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลในการจัดประสบการณ์ การระดมความคิดจากเด็ก เขียนแผนการจัดประสบการณ์ จะทำให้ผู้ปกครอง คุณพ่อคุณแม่ หรือพี่เลี้ยงทราบว่าเด็กรู้อะไรแล้ว และต้องการรู้อะไรอีก ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กได้อย่างถูกต้อง

ประกาศผล การประกวดบล็อกแห่งประเทศไทย ปีที่ 4 (Thailand Blog Awards 2013)

ประกาศผล การประกวดบล็อกแห่งประเทศไทย ปีที่ 4

หมวด Business Blog
Popular Vote แมลงเม่า http://www.maoinvestor.com
Nominees http://www.maoinvestor.com/ ดูบล็อกที่ส่งประกวด
http://www.oknation.net/blog/yamkrub ดูบล็อกที่ส่งประกวด
หมวด Education Blog
Popular Vote คณิตศาสตร์ง่าย ๆ สไตล์…ครูไพรวัล ดวงตา https://krupraiwan.wordpress.com/
Nominees http://krupiyarerk.wordpress.com/ ดูบล็อกที่ส่งประกวด
https://krupraiwan.wordpress.com/ ดูบล็อกที่ส่งประกวด
หมวด Entertainment Blog
Popular Vote นิพันธ์ ทารีมุกข์ http://boynipan.exteen.com
Nominees http://www.oknation.net/blog/talkwithMetha ดูบล็อกที่ส่งประกวด
http://samkok911.blogspot.com ดูบล็อกที่ส่งประกวด
หมวด Home & Décor Blog
Popular Vote รวงข้าวล้อลม http://www.oknation.net/blog/roungkaw
Nominees http://sasiseesom.bloggang.com ดูบล็อกที่ส่งประกวด
http://www.oknation.net/blog/roungkaw ดูบล็อกที่ส่งประกวด
หมวด Health & Sport Blog
Popular Vote หมอเกมส์ ( นายแพทย์ อดุลย์ชัย แสงเสริฐ ) http://gamesbbclinic.blogspot.com
Nominees http://gamesbbclinic.blogspot.com ดูบล็อกที่ส่งประกวด
http://www.oknation.net/blog/nn1234 ดูบล็อกที่ส่งประกวด
หมวด Beauty Blog
Popular Vote erk-erk http://www.erk-erk.com/
Nominees http://yuriukuri.bloggang.com ดูบล็อกที่ส่งประกวด
http://www.erk-erk.com/ ดูบล็อกที่ส่งประกวด
หมวด Lifestyle Blog
Popular Vote พรายพิลาศ http://www.oknation.net/blog/prypilas
Nominees http://www.oknation.net/blog/chairoj ดูบล็อกที่ส่งประกวด
http://www.oknation.net/blog/smile-andaman ดูบล็อกที่ส่งประกวด
หมวด IT Blog
Popular Vote IT for you by Mangosteen7685 http://itmangosteen7685.blogspot.com
Nominees http://joker-master.bloggang.com ดูบล็อกที่ส่งประกวด
http://www.krupu.com/homework ดูบล็อกที่ส่งประกวด
หมวด Citizen Reporter Blog
Popular Vote feng_shui http://www.oknation.net/blog/buzz
Nominees http://www.oknation.net/blog/coreman ดูบล็อกที่ส่งประกวด
http://www.oknation.net/blog/mindhand ดูบล็อกที่ส่งประกวด
หมวด Travel & Photo Blog
Popular Vote Khunphai http://www.oknation.net/blog/khunphai
Nominees http://www.oknation.net/blog/mrapirak ดูบล็อกที่ส่งประกวด
http://www.oknation.net/blog/chartsiam ดูบล็อกที่ส่งประกวด
หมวด Fashion & Shopping Blog
Popular Vote สายลมที่ผ่านมา http://www.oknation.net/blog/winsstars
Nominees http://tungmay-sensitive.bloggang.com ดูบล็อกที่ส่งประกวด
http://abird.bloggang.com ดูบล็อกที่ส่งประกวด
หมวด Food Blog
Popular Vote P’Pun & N’Prai http://pun-prai.exteen.com
Nominees http://www.oknation.net/blog/warnwarn ดูบล็อกที่ส่งประกวด
http://www.oknation.net/blog/jarinasa ดูบล็อกที่ส่งประกวด

ประกาศผลบล็อกในหมวดพิเศษ

Panasonic Beauty Reporter
1st ผมสวย หน้าใส กับ PANASONIC BEAUTY ดูบล็อกที่ส่งประกวด
Property Perfect Home & Décor Blog
1st ตกแต่งคอนโด สวยแบบตามใจฉัน inspiration by iCondo งามวงศ์วาน ดูบล็อกที่ส่งประกวด
Travel & Photo Blog หลงรักประเทศไทย
1st เรื่องเล่าธรรมด๊า…ธรรมดา…ของผู้ชายธรรมดา ดูบล็อกที่ส่งประกวด
* รายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.thailandblogawards.com/welcome/about